PwC แนะเร่งพัฒนาทักษะ “สะเต็ม” (STEM) ปั้นคนทำงานยุคดิจิทัล


, 31 มกราคม 2561 – PwC เผยแรงงานยุคใหม่ตื่นตัวในการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล หลังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกการทำงานในอนาคต แต่น่าห่วงพนักงานทั่วโลกส่วนใหญ่ที่ยังขาดความพร้อมในทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ “สะเต็ม” แนะภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันเร่งผลักดันสะเต็มศึกษาเต็มรูปแบบในเมืองไทย ด้านผู้นำองค์กร-ผู้ประกอบการ ต้องสร้างวัฒนธรรมในการใช้เทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์และสนับสนุนให้มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

นางสาว ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงรายงาน Workforce of the future – the views of 10,000 workers ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานจำนวนกว่า 1 หมื่นรายในประเทศชั้นนำอย่าง สหราชอาณาจักร เยอรมนี จีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา พบว่า พนักงานส่วนใหญ่ หรือ 69% มีความพร้อมในการนำทักษะด้านดิจิทัล (Digital skills) มาใช้

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า พนักงานในอินเดีย (83%) จีน (68%) และสหรัฐฯ (68%) เป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจต่อการมีทักษะด้านดิจิทัลมากที่สุด แซงหน้าเยอรมนี (63%) และอังกฤษ (61%) ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี เมื่อถามถึงความพร้อมของการมีทักษะสะเต็ม (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM skills) ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในยุดดิจิทัลกลับพบว่า ผู้ถูกสำรวจแสดงความมั่นใจลดลงและมีระดับที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยมีเพียง 53% เท่านั้นที่เห็นด้วย หรือเห็นด้วยเป็นอย่างมากว่า พวกเขามีทักษะในด้านนี้เพียงพอ นี่สะท้อนให้เห็นว่า บรรดานายจ้างและภาครัฐยังต้องทำงานร่วมกันในการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะและความมั่นใจให้กับบุคลากรของตนในด้านนี้

เมื่อพิจารณาผลสำรวจเป็นรายประเทศพบว่า พนักงานในอินเดีย (74%) จีน (59%) และสหรัฐฯ (53%) ยังเป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจต่อการมีทักษะสะเต็มสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่ทำการสำรวจ เปรียบเทียบกับพนักงานในอังกฤษ (33%) และเยอรมนี (44%) โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากความแตกต่างกันทางด้านวัฒนธรรม

“จากรายงานของเราพบว่า พนักงานในอินเดียแสดงความมั่นใจต่อการมีทักษะสะเต็มมากที่สุด แซงหน้าพนักงานในจีนและสหรัฐอเมริกา ขณะที่ 2 ใน 3 ของพนักงานในอังกฤษยังขาดความมั่นใจต่อการมีทักษะเหล่านี้” นางสาว ภิรตา กล่าว

นางสาว แครอล สตับบิงส์ หัวหน้าร่วมสายงานทรัพยากรบุคคลและองค์กร บริษัท PwC โกลบอล กล่าวว่า “ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เราเห็นพนักงานในหลายๆ ประเทศแสดงความมั่นใจต่อการมีทักษะด้านดิจิทัลและทักษะสะเต็มอยู่ในระดับสูง แต่อย่างไรก็ดี จากผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นจุดอ่อนในหลายด้าน ยกตัวอย่าง เช่น อังกฤษ ที่คนทำงานส่วนใหญ่ยังคงขาดความพร้อมในด้านทักษะสะเต็ม ฉะนั้น ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ภาคธุรกิจ สถานศึกษา และภาครัฐจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประชากรของตน เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับประเทศต่อไปในระยะยาว”

นอกจากนี้ รายงานของ PwC ยังระบุว่า โดยทั่วไปแล้ว พนักงานส่วนใหญ่หรือ 74% ที่ถูกสำรวจต้องการที่จะศึกษาหาความรู้และเพิ่มเติมทักษะใหม่ๆ ให้กับตนเอง เพราะมองว่า การเรียนรู้ ถือเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลมากกว่าการพึ่งพานายจ้าง ทั้งนี้ 88% ของพนักงานในอินเดีย และ 79% ในสหรัฐฯ มองว่า เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล สูงกว่าพนักงานในอังกฤษที่ 56%

ด้านนาย จอน วิลเลียมส์ หัวหน้าร่วมสายงานทรัพยากรบุคคลและองค์กร บริษัท PwC โกลบอล กล่าวว่า “ความไม่มั่นใจ ความไม่มั่นคง และความวิตกกังวล ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่นายจ้างจะต้องส่งเสริมให้มีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกของการทำงานในอนาคตกับพนักงานของตน ถึงแม้ว่าองค์กรจะไม่สามารถปกป้องงานที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ แต่พวกเขามีหน้าที่และความรับผิดชอบในการให้โอกาสและสนับสนุนให้เกิดความสามารถในการปรับตัวและปรับปรุงทักษะใหม่ๆ แก่พนักงานของตนเอง

“แม้จะไม่มีใครล่วงรู้อนาคต แต่ทุกฝ่ายสามารถร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยผู้นำทั้งในระดับทีม ระดับองค์กรและระดับประเทศ มีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมของการทำงานที่เข้าใจถึงความรู้สึกของพนักงาน และมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในการรับมือและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง”

นอกจากนี้ ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (Soft skills) จะยังคงเป็นทักษะสำคัญที่องค์กรต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่มนุษย์จะต้องทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยีอย่างระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ในอนาคต

โดยพนักงานผู้ถูกสำรวจมากกว่า 3 ใน 4 กล่าวว่า ตนมีความพร้อมของทักษะด้านสังคมและอารมณ์ นำโดยทักษะในการปรับตัว (86%) ตามมาด้วยทักษะในการแก้ปัญหา (85%) ทักษะในการทำงานร่วมกัน (81%) และความฉลาดทางอารมณ์ (76%)

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า พนักงานในอินเดียมีความมั่นใจต่อการมีทักษะด้านสังคมและอารมณ์มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะในการแก้ปัญหา (91%) และความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (88%)

ด้าน นางสาว ภิรตา กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับประเทศไทย แม้ภาครัฐจะให้ความสำคัญและกำหนดนโยบายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา หรือ STEM education ในสถานศึกษา แต่ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากนัก ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐของไทยต้องทำงานร่วมกันในการพัฒนาและส่งเสริมสะเต็มศึกษาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยภาคธุรกิจเองก็ต้องสะท้อนความต้องการของทักษะด้านนี้ รวมถึงสนับสนุนความก้าวหน้าในสายอาชีพดังกล่าว ส่วนภาครัฐต้องวางโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษา และการเพิ่มทักษะแรงงานยุคดิจิทัล เพราะทักษะนี้จะทำให้เกิดองค์ความรู้แบบบูรณาการ และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นการปูทางให้เด็กไทยสามารถเป็นนักออกแบบ และนักแก้ปัญหารุ่นใหม่ได้ในอนาคต นอกเหนือจากนี้ นายจ้างและองค์กรต่างๆ ควรหันมาสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้แสดงออกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้พูด แสดงความคิดเห็น หรือเสนอไอเดียใหม่ๆ ขณะที่คนทำงานเอง ก็ต้องหมั่นพัฒนาทักษะด้านสังคมและอารมณ์ไปด้วย เพราะเป็นทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้”

Comments